ระบบติดตามยอดค้างชำระ
เจ้าของร้านตรวจยอดค้างชำระบนแท็บเล็ต

ขายได้แต่ทำไมเงินหาย? ยอดค้าง 1,000 บาท ต้องขายอีกกี่ชิ้นถึงจะได้เงินทุนคืน

เคยเป็นไหม...

วันนี้ขายของได้ตั้งหลายบิล คิดในใจว่าร้านน่าจะได้เงินเข้ามาพอสมควรแล้ว แต่พอจะเอาเงินไปซื้อของเข้าร้าน กลับต้องมานั่งคิดว่าจะเอาเงินจากไหนมาหมุนต่อ

เพราะบิลที่ขายไปบางส่วน ยังเป็นเงินเชื่อ

“เอาไปก่อนนะ สิ้นเดือนจ่าย”

“รอเงินเดือนออกก่อน เดี๋ยวมาเคลียร์”

“จดไว้ก่อน เดี๋ยวรวมจ่ายทีเดียว”

ตอนขาย คุณก็อยากรักษาลูกค้าไว้ เข้าใจว่าแต่ละคนมีภาระ และเชื่อว่าเดี๋ยวลูกค้าก็คงกลับมาจ่ายตามที่บอก

แต่ปัญหาคือ ของออกจากร้านไปแล้ว ส่วนเงินยังไม่กลับมา

วันแรกอาจค้างไม่กี่ร้อยบาท
ผ่านไปอีกสองสามวัน มีอีกบิลที่ยังไม่ได้จ่าย
ลูกค้าอีกคนขอเลื่อนไปสิ้นเดือน
พอรวมกันหลายราย เงินที่ค้างอยู่ในมือคนอื่นอาจกลายเป็นหลักพัน หรือหลักหมื่น โดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว

แล้ววันหนึ่ง คุณก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า

“ขายของไปตั้งเยอะ แล้วเงินมันหายไปไหนหมด?”

เงินที่หายไป อาจไม่ได้หาย แต่กำลังค้างอยู่กับลูกหนี้

ลองคิดดูว่า ในร้านของคุณมีลูกค้าค้างชำระรวมกัน 5,000 บาท

เงินก้อนนี้อาจไม่ได้ดูมากนัก ถ้ามองแค่ยอดขาย แต่สำหรับร้านที่ต้องใช้เงินซื้อสินค้ามาหมุนทุกวัน เงิน 5,000 บาทอาจหมายถึงเงินทุนที่ยังเอากลับมาใช้ไม่ได้

คุณยังต้องสั่งของล็อตใหม่
ยังต้องจ่ายค่าสินค้า
ยังต้องเติมของที่ขายหมด
และค่าใช้จ่ายของร้านก็ไม่ได้หยุดรอวันที่ลูกค้าจะมาจ่ายเงิน

สุดท้ายคุณอาจต้องควักเงินส่วนตัวมาเติม หรือใช้เงินที่ควรเก็บไว้เป็นกำไรไปซื้อของเข้าร้านก่อน
ทั้งที่ในสมุดบัญชี คุณก็มีรายการขายอยู่ทุกวัน

ร้านมีคนซื้อ แต่เงินที่ควรกลับมาเป็นทุน กลับยังอยู่กับคนอื่น

ที่เจ็บกว่าคือ คุณอาจต้องขายอีกหลายร้อยชิ้น เพื่อเอาเงินก้อนเดิมกลับมา

ลองคำนวณแบบง่าย ๆ

สมมติว่าร้านขายสินค้าได้ชิ้นละ 100 บาท และเหลือกำไรขั้นต้นชิ้นละ 20 บาท หลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว แต่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่นของร้าน

ถ้ามีลูกค้าค้างชำระรวม 5,000 บาท คุณอาจคิดว่าแค่ขายของเพิ่มอีกหน่อยก็ได้เงินคืนแล้ว
แต่ถ้าคิดจากกำไรขั้นต้นจริง ๆ ตัวเลขจะเป็นแบบนี้

ยอดค้าง → ต้องขายเพิ่มกี่ชิ้น (กำไรขั้นต้น 20 บาท/ชิ้น)
ค้าง 1,000 บาท
→
ขายเพิ่ม 50 ชิ้น
ค้าง 5,000 บาท
→
ขายเพิ่ม 250 ชิ้น
ค้าง 10,000 บาท
→
ขายเพิ่ม 500 ชิ้น

สมมติขายได้ตามราคาปกติ มีกำไรขั้นต้น 20 บาทต่อชิ้น โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น

เงินที่ค้าง 5,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าคุณขาดทุน 5,000 บาททันที แต่หมายความว่าเงินก้อนนั้นยังกลับมาหมุนในร้านไม่ได้

และถ้าคุณกำลังนับจำนวนชิ้นที่ต้องขายเพิ่มเพื่อสร้างกำไรให้ได้เท่ากับยอดค้าง คุณจะเริ่มเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กเลย

คุณต้องขายอีก 250 ชิ้น ทั้งที่ของ 250 ชิ้นนั้นก็ต้องใช้ทุนซื้อมาเช่นกัน

ที่เหนื่อยกว่าคือ คุณไม่ได้ขายเพิ่มเพื่อขยายร้านหรือเพิ่มกำไรอย่างเดียว แต่กำลังพยายามสร้างกำไรอีกก้อน เพื่อให้มีเงินมาชดเชยสภาพคล่องที่หายไปจากการรอรับชำระหนี้

ขายแล้ว ต้องขายอีก ขายอีกก็ต้องเติมทุนอีก ทั้งที่เงินจากรอบก่อนยังไม่ได้กลับมา

นี่แหละที่ทำให้เจ้าของร้านหลายคนรู้สึกเหนื่อย ทั้งที่ยอดขายก็ไม่ได้เงียบ

จากเงินค้างไม่กี่บิล กลายเป็นเงินก้อนที่คุณตามไม่ทัน

ตอนเริ่มขายเชื่อ คุณอาจจำได้หมดว่าใครซื้ออะไรไปเท่าไหร่
ลูกค้าคนนี้ค้าง 300 บาท
อีกคนค้าง 750 บาท
คนนี้จ่ายมาแล้วบางส่วน
ส่วนอีกรายบอกว่าจะมาจ่ายวันศุกร์

แต่พอผ่านไปหลายสัปดาห์ ลูกค้าก็มีมากขึ้น บิลก็เพิ่มขึ้น และพนักงานแต่ละคนก็อาจเป็นคนรับรายการขายหรือรับเงินคนละวัน

คุณเริ่มไม่แน่ใจว่าลูกค้าคนไหนจ่ายแล้ว
ใครยังค้าง
บิลไหนรับเงินมาแล้วบางส่วน
ใครเลื่อนนัดจ่ายไปอีกกี่วัน

บางครั้งต้องเปิดสมุดจด ค้นหาแชต หรือโทรถามพนักงานที่เป็นคนขายในวันนั้น
ถ้าหาเจอ ก็เสียเวลาไปอีก
ถ้าหาไม่เจอ คุณอาจต้องปล่อยผ่าน เพราะไม่แน่ใจว่าจะทวงยอดไหน หรือกลัวว่าทวงไปแล้วลูกค้าจะบอกว่าจ่ายไปแล้ว

เงินไม่ได้หายไปในวันเดียว แต่มันค่อย ๆ หลุดจากสายตาไปทีละบิล
และยิ่งปล่อยไว้นาน การตามหาข้อมูลและการติดตามยอดค้างก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น

ร้านไม่ได้ขาดยอดขายเสมอไป แต่อาจขาดเงินที่ควรกลับมา

นี่คือสิ่งที่เจ้าของร้านต้องแยกให้ออก

ยอดขายคือมูลค่าสินค้าที่ขายได้ แต่ถ้าเป็นการขายเชื่อ เงินก็ยังไม่ได้เข้าร้านครบตามยอดขายนั้น

คุณจึงอาจเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับมีเงินสดไม่พอซื้อของล็อตใหม่

ไม่ใช่เพราะลูกค้าทุกคนไม่ดี
ไม่ใช่เพราะการขายเชื่อเป็นเรื่องผิด
แต่เพราะการขายเชื่อที่ไม่มีข้อมูลติดตาม อาจทำให้คุณไม่รู้ว่าเงินทุนของร้านกำลังค้างอยู่ที่ไหน และค้างมานานเท่าไหร่แล้ว

สิ่งที่ร้านต้องการจึงไม่ใช่แค่การขายให้ได้มากขึ้น แต่ต้องรู้ด้วยว่า ขายไปแล้ว เงินกลับมาหรือยัง และยังมีเงินของร้านค้างอยู่เท่าไหร่

Devsell ช่วยให้คุณเห็นยอดค้าง ก่อนที่มันจะหลุดจากสายตา

แทนที่จะต้องจำเองว่าลูกค้าคนไหนค้างเงิน หรือไล่ถามพนักงานทีละคน คุณสามารถเปิดดูข้อมูลลูกหนี้ใน Devsell เพื่อช่วยตรวจสอบสถานะยอดค้างของร้านได้

คุณเห็นได้ว่าบิลไหนยังมียอดค้าง เหลือเท่าไหร่ และมีประวัติการรับชำระอย่างไร ตามข้อมูลที่ระบบบันทึกไว้

เมื่อรู้ว่ามียอดไหนที่ยังไม่ได้รับเงิน คุณก็จัดลำดับการติดตามได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องรอให้สิ้นเดือนแล้วค่อยกลับมารวมยอด หรือรอให้ตัวเองนึกขึ้นได้ว่าลูกค้าคนนั้นยังติดเงินอยู่

หากระบบรองรับการแจ้งเตือนตามกำหนดชำระ คุณก็สามารถใช้การแจ้งเตือนช่วยเตือนให้ติดตามยอดได้ตรงเวลา โดยไม่ต้องอาศัยความจำเพียงอย่างเดียว

ระบบไม่ได้ทำให้ลูกหนี้ทุกคนจ่ายเงินทันที และไม่ได้ทวงหนี้แทนคุณทุกช่องทาง
แต่ช่วยให้คุณมองเห็นเงินที่ยังค้างอยู่ได้ชัดขึ้น เพื่อให้คุณลงมือจัดการก่อนที่ยอดเล็ก ๆ หลายบิลจะรวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่

ขายเชื่อได้ แต่ต้องรู้ว่าเงินของร้านอยู่ที่ไหน

คุณไม่จำเป็นต้องเลิกให้เครดิตลูกค้าทุกคน เพราะการขายเชื่ออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสในการขาย

แต่คุณไม่ควรต้องใช้ความจำอย่างเดียวในการดูแลเงินของร้าน

เพราะเงินทุกบาทที่ยังไม่ได้รับชำระ คือเงินที่คุณยังนำกลับมาใช้หมุนเวียนไม่ได้ในตอนนี้

ยิ่งร้านมีกำไรต่อชิ้นไม่มาก ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการติดตามยอดค้างให้เป็นระบบ

อย่ารอให้ต้องขายของเพิ่มอีกหลายร้อยชิ้น แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่าเงินทุนก้อนเดิมไปอยู่ที่ไหน

ให้ Devsell ช่วยบันทึกและติดตามข้อมูลยอดค้าง เพื่อให้คุณรู้ว่าลูกค้าคนไหนค้างเท่าไหร่ และมีเงินส่วนไหนที่ต้องติดตามกลับเข้าร้าน

ทดลองใช้ฟรี 30 วัน เริ่มต้น ฿219 ต่อเดือน ไม่มีค่าติดตั้ง