คาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า
วางแผนยอดขายบนคอมพิวเตอร์และมือถือ

ไม่รู้ว่าเดือนที่แล้วสินค้าไหนขายดี จะคาดการณ์ยอดขายและสั่งของให้ไม่พลาดได้อย่างไร?

อยากขายให้ได้มากขึ้น แต่ถ้าไม่รู้ว่าอะไรขายดี คุณจะวางแผนจากอะไร?

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะสั่งสินค้าล็อตใหม่เข้าร้าน

เดือนนี้อยากเพิ่มยอดขาย จึงคิดว่าจะสั่งของเพิ่มจากเดิมอีกหน่อย หรืออาจจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อมากขึ้น

แต่ก่อนตัดสินใจ คุณเคยถามตัวเองไหมว่า...

ถ้าคำตอบยังเป็นเพียง “น่าจะขายได้” “ช่วงนี้ลูกค้าน่าจะเยอะ” หรือ “รอบก่อนสั่งเท่านี้ก็หมดพอดี” นั่นหมายความว่าคุณกำลังตัดสินใจโดยมีข้อมูลไม่เพียงพอ

การคาดการณ์ยอดขายไม่จำเป็นต้องแม่นยำทุกครั้ง แต่ควรมีเหตุผลรองรับมากกว่าความรู้สึก

เพราะเมื่อคุณคาดการณ์ผิด ผลที่ตามมาไม่ได้มีแค่ยอดขายไม่ตรงเป้า แต่อาจหมายถึงเงินทุนที่จมอยู่กับสินค้า หรือโอกาสขายที่หายไปเพราะสินค้าหมดก่อนเวลา

สั่งของมากไปก็เจ็บ สั่งน้อยไปก็เสียโอกาส

การวางแผนสต็อกมีความเสี่ยงอยู่สองด้าน และเจ้าของร้านต้องหาจุดสมดุลให้ได้

Trade-off ของการสั่งสต็อก
📦
สั่งมากเกินไป
เงินทุนจมในของที่ขายไม่ทัน
เสี่ยงหมดอายุ / ของค้าง
⏳
สั่งน้อยเกินไป
ลูกค้าพร้อมซื้อ แต่ของหมด
รอของ · เสียโอกาสขาย

เป้าหมายไม่ใช่สั่งเยอะสุดหรือประหยัดสุด แต่เตรียมของให้สอดคล้องกับความต้องการที่คาดไว้

สั่งมากเกินไป: เงินทุนจมอยู่ในสินค้าที่ขายไม่ทัน

สมมติว่าคุณคาดว่าสินค้าตัวหนึ่งจะขายดี จึงสั่งมา 300 ชิ้น ทั้งที่ความต้องการจริงในช่วงนั้นมีเพียง 100 ชิ้น

สินค้าที่เหลืออีก 200 ชิ้นไม่ได้สร้างเงินสดกลับเข้าร้านทันที แต่กลับกลายเป็นเงินทุนที่ยังอยู่ในรูปของสินค้า

หากเป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุ คุณยังต้องเสี่ยงกับการขายไม่ทันก่อนสินค้าเสื่อมคุณภาพหรือหมดอายุ ส่วนสินค้าทั่วไปก็อาจกินพื้นที่เก็บของและทำให้เงินที่ควรนำไปซื้อสินค้าอื่นถูกผูกไว้แทน

ที่น่ากังวลคือ คุณอาจมีสินค้าวางเต็มร้าน แต่กลับมีเงินไม่พอสำหรับสินค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อจริง ๆ

สั่งน้อยเกินไป: ลูกค้าพร้อมซื้อ แต่ร้านไม่มีของขาย

ในทางกลับกัน หากสินค้าตัวหนึ่งขายดีต่อเนื่อง แต่คุณประเมินยอดขายต่ำเกินไป สินค้าอาจหมดก่อนถึงรอบสั่งซื้อครั้งถัดไป

ลูกค้าต้องรอของ หรืออาจเปลี่ยนไปซื้อจากร้านอื่น

คุณไม่ได้เสียโอกาสเฉพาะยอดขายในวันนั้น แต่อาจเสียโอกาสในการรักษาลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าจากร้านเป็นประจำด้วย

การสั่งของให้เหมาะสมจึงไม่ใช่การสั่งให้เยอะที่สุดหรือประหยัดที่สุด แต่คือการเตรียมสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยไม่ทำให้เงินทุนจมเกินจำเป็น

ก่อนจะคาดการณ์ยอดขาย ต้องรู้ก่อนว่าในอดีตขายอะไรไปบ้าง

หลักคิดพื้นฐานของการพยากรณ์ยอดขาย (Sales Forecasting) คือ ใช้ข้อมูลความต้องการในอดีตเป็นจุดเริ่มต้นในการประมาณอนาคต แล้วปรับตามสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลย้อนหลังไม่ได้บอกอนาคตได้อย่างสมบูรณ์ แต่ช่วยให้การตัดสินใจมีหลักฐานรองรับมากขึ้น

สำหรับร้านค้าทั่วไป คุณสามารถเริ่มต้นจากคำถาม 3 ข้อนี้

3 คำถามก่อนพยากรณ์ยอดขาย
1
สินค้าแต่ละรายการขายได้เท่าไหร่?อย่าดูแค่ยอดรวมทั้งร้าน — แยกดูรายการ
2
ขายดีช่วงไหน และยอดเปลี่ยนอย่างไร?เทียบเดือนก่อน / ไตรมาสก่อน แล้วถามว่ามีโปรหรือฤดูกาลหรือไม่
3
โปรที่เคยจัดช่วยเพิ่มยอดจริงไหม?ยอดขึ้นไม่เท่ากับกำไรขึ้นเสมอ — ทบทวนจากข้อมูล

1. สินค้าแต่ละรายการขายได้เท่าไหร่?

อย่าดูแค่ยอดขายรวมของทั้งร้าน เพราะยอดรวมที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าสินค้าทุกตัวขายดีขึ้นตามไปด้วย

ลองแยกดูเป็นรายสินค้า แล้วตรวจสอบทั้งจำนวนที่ขายและยอดขายในช่วงเวลาที่สนใจ

คุณอาจพบว่าสินค้าบางตัวขายดีอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่บางตัวมียอดขายน้อย หรือเคยขายดีเพียงช่วงสั้น ๆ

ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณแยกได้ว่าสินค้าตัวไหนควรให้ความสำคัญในการวางแผนสต็อก และตัวไหนควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนสั่งเพิ่ม

2. สินค้าขายดีช่วงไหน และยอดขายเปลี่ยนไปอย่างไร?

ลองเปรียบเทียบยอดขายรายสินค้าในเดือนก่อนกับเดือนก่อนหน้านั้น หรือดูภาพรวมในระดับไตรมาสเพื่อสังเกตแนวโน้มที่ยาวขึ้น

ตัวอย่างเช่น สินค้าชนิดหนึ่งขายได้ 80 ชิ้นในเดือนแรก และ 120 ชิ้นในเดือนถัดมา

ยอดขายเพิ่มขึ้น 50% แต่ก่อนจะสรุปว่าควรสั่งเพิ่มอีก 50% คุณควรตรวจสอบด้วยว่าเดือนที่ขายดีขึ้นนั้นมีปัจจัยพิเศษหรือไม่ เช่น มีการจัดโปรโมชัน มีลูกค้ารายใหญ่ซื้อสินค้า หรือเป็นช่วงที่ความต้องการเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

การเปรียบเทียบช่วงเวลาอย่างเดียวจึงเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ยิ่งคุณเข้าใจว่าอะไรทำให้ยอดขายเปลี่ยนไป ก็ยิ่งวางแผนรอบถัดไปได้อย่างมีเหตุผล

3. โปรโมชันที่เคยจัด ช่วยเพิ่มยอดขายจริงหรือไม่?

การจัดโปรโมชันไม่ควรเริ่มจากการเห็นร้านอื่นลดราคาแล้วทำตาม หรือคิดเพียงว่าลดราคาแล้วลูกค้าจะซื้อเพิ่มขึ้นเสมอ

ควรเริ่มจากเป้าหมายก่อนว่า คุณต้องการเพิ่มจำนวนสินค้าที่ขายได้ ระบายสินค้าคงเหลือ หรือกระตุ้นยอดขายของสินค้าบางรายการ

หลังจบโปรโมชัน ให้กลับมาทบทวนข้อมูลยอดขายในช่วงนั้น และเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่เหมาะสม

หากยอดขายเพิ่มขึ้น ลองพิจารณาต่อว่ามีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และยอดขายที่เพิ่มขึ้นคุ้มกับส่วนลดที่ให้ไปหรือเปล่า

เพราะ ยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่ากำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป

เมื่อคุณมีประวัติโปรโมชันและข้อมูลยอดขายประกอบกัน คุณจะมีข้อมูลสำหรับตัดสินใจว่าจะนำแนวทางเดิมกลับมาใช้ ปรับเงื่อนไข หรือทดลองวิธีใหม่ในรอบถัดไป

แล้วจะนำข้อมูลย้อนหลังมาใช้คาดการณ์ยอดขายได้อย่างไร?

เมื่อมีข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่การนำตัวเลขเดือนก่อนมาใช้เป็นเป้าหมายของเดือนหน้าโดยตรง แต่คือการใช้ตัวเลขนั้นเป็นฐาน แล้วพิจารณาว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

ลองใช้วิธีคิด 4 ขั้นตอนต่อไปนี้

วงจรวางแผน: ดูข้อมูล → ตั้งเป้า → สั่งของ → เทียบผล
ขั้น 1
ดูยอดขายจริงที่ผ่านมา
ขั้น 2
ตั้งเป้าจากข้อมูล
ขั้น 3
วางแผนสต็อกให้สอดคล้องเป้า
ขั้น 4
เทียบผลจริง แล้วปรับรอบหน้า

Plan → Do → Check → Adjust — ทุกรอบมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่เดาซ้ำ

ขั้นที่ 1: ดูยอดขายจริงที่ผ่านมา

สมมติว่าร้านขายสินค้าชนิดหนึ่งได้ดังนี้

เดือนที่ 1
100 ชิ้น
เดือนที่ 2
110 ชิ้น
เดือนที่ 3
120 ชิ้น

ยอดเพิ่มเดือนละ 10 ชิ้น — เป็นสัญญาณเบื้องต้น ยังต้องเช็กว่ามีโปรหรือปัจจัยพิเศษหรือไม่

ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเบื้องต้นว่าสินค้าอาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่คุณยังควรตรวจสอบว่าการเพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากความต้องการปกติ หรือมีปัจจัยพิเศษอย่างการจัดโปรโมชันเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขั้นที่ 2: ตั้งเป้าหมายจากข้อมูล ไม่ใช่ตั้งตามความรู้สึก

หากยอดขายที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 100–120 ชิ้น คุณอาจตั้งเป้าเดือนถัดไปไว้ที่ 130 ชิ้น โดยมีเหตุผลรองรับจากแนวโน้มเดิม หรือจากแผนการตลาดที่กำลังจะทำ

เป้าหมายนี้ไม่ใช่คำทำนายว่ายอดขายจะต้องเกิดขึ้นจริง แต่เป็นตัวเลขที่ใช้วางแผนและติดตามผลได้

หากต้องการเพิ่มยอดขายมากกว่านั้น คุณควรถามต่อว่าจะทำอย่างไรให้ถึงเป้า เช่น เพิ่มช่องทางขาย จัดโปรโมชัน หรือกระตุ้นการซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้อง

ขั้นที่ 3: วางแผนสต็อกให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

เมื่อมีเป้าหมายยอดขายแล้ว คุณจึงนำไปประกอบการวางแผนสั่งสินค้า

ตัวอย่างเช่น หากตั้งเป้าว่าจะขายได้ 130 ชิ้นในเดือนหน้า แต่มีสินค้าคงเหลืออยู่แล้ว 40 ชิ้น ก็ไม่ควรสั่งเพิ่ม 130 ชิ้นโดยอัตโนมัติ

คุณต้องพิจารณาสต็อกที่มีอยู่ ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะขายได้ ระยะเวลารอรับสินค้า และจำนวนสินค้าสำรองที่เหมาะสมด้วย

ในตัวอย่างแบบง่าย หากต้องการขาย 130 ชิ้น มีของพร้อมขาย 40 ชิ้น และต้องการให้มีของสำรองปลายงวดอีก 10 ชิ้น โดยไม่มีสินค้าเข้าอื่นระหว่างงวด ปริมาณที่ต้องเตรียมเพิ่มเติมจะอยู่ที่ประมาณ 100 ชิ้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น ปริมาณสั่งซื้อจริงต้องปรับตามระยะเวลารอของ ยอดขายระหว่างรอสินค้า และความเสี่ยงของสินค้าแต่ละชนิด

ขั้นที่ 4: เทียบผลจริง แล้วปรับแผนรอบหน้า

เมื่อสิ้นเดือน ให้กลับมาดูว่ายอดขายจริงเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับเป้าหมาย

ถ้าขายได้ต่ำกว่าเป้า คุณต้องตรวจสอบว่าเกิดจากความต้องการลดลง สินค้าไม่พร้อมขาย ราคาไม่เหมาะสม หรือแผนโปรโมชันไม่ได้ผลตามที่คาด

หากขายได้สูงกว่าเป้า ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นแนวโน้มที่น่าจะต่อเนื่อง หรือเกิดจากเหตุการณ์เฉพาะช่วง

จากนั้นนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับเป้าหมายและแผนสั่งซื้อรอบต่อไป

วงจรที่นำไปใช้ได้จริง

ดูยอดขายย้อนหลัง → ตั้งเป้าหมาย → วางแผนสต็อกและโปรโมชัน → ตรวจสอบผลจริง → ปรับแผนรอบถัดไป

คุณไม่จำเป็นต้องคาดการณ์ถูกทุกครั้งตั้งแต่เริ่มต้น แต่ควรทำให้ทุกครั้งที่วางแผนมีข้อมูลรองรับ และทุกครั้งที่คาดการณ์ผิดกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้

Devsell ช่วยให้การวางแผนยอดขายมีข้อมูลประกอบ

การนำข้อมูลมาใช้วางแผนจะทำได้ยาก หากคุณต้องรวบรวมยอดขายจากสมุดจด ไล่เปิดบิล หรือจำเองว่าสินค้าแต่ละตัวขายดีแค่ไหนในเดือนที่ผ่านมา

Devsell ช่วยให้คุณนำข้อมูลการขายที่จัดเก็บไว้ในระบบมาใช้ประกอบการวางแผน โดยมีเครื่องมือที่เกี่ยวข้องดังนี้

ดูยอดขายย้อนหลังแยกรายสินค้า

ใช้รายงานและแดชบอร์ดยอดขายเพื่อตรวจสอบข้อมูลการขายตามรายการสินค้าและช่วงเวลาที่ต้องการ ตามรูปแบบรายงานที่ระบบรองรับ

แทนที่จะดูเพียงว่าวันนี้ขายได้เท่าไหร่ คุณสามารถนำข้อมูลย้อนหลังมาพิจารณาว่าสินค้าตัวไหนขายดี และใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนรอบถัดไป

ตั้งเป้ายอดขายรายสินค้าและติดตามความคืบหน้า

เมื่อรู้ว่าสินค้าแต่ละตัวขายได้เท่าไหร่ คุณสามารถนำข้อมูลนั้นมาตั้งเป้าหมายการขายล่วงหน้า แล้วติดตามผลว่าเข้าใกล้เป้าหมายเพียงใด

ตัวอย่างเช่น หากสินค้าตัวหนึ่งขายได้ประมาณ 100 ชิ้นต่อเดือน คุณอาจตั้งเป้าเดือนหน้าที่ 120 ชิ้น พร้อมวางแผนว่าจะเพิ่มยอดขายด้วยวิธีใด

เมื่อมีตัวเลขเป้าหมายให้ติดตาม คุณจะประเมินได้ชัดขึ้นว่าควรเดินหน้าตามแผน หรือควรปรับวิธีการระหว่างทาง

ใช้ข้อมูลยอดขายและประวัติโปรโมชันทบทวนแผน

หากคุณเคยจัดโปรโมชัน การนำข้อมูลยอดขายในช่วงที่จัดโปรมาทบทวนจะช่วยให้คุณตั้งคำถามได้ตรงจุดขึ้น

ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า? สินค้าที่ต้องการผลักดันขายได้ตามเป้าหรือไม่? ส่วนลดที่ให้ไปคุ้มค่ากับผลที่เกิดขึ้นหรือเปล่า?

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณใช้โปรโมชันอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่จัดเพียงเพราะคิดว่าการลดราคาน่าจะทำให้ขายดี

Devsell ไม่ได้ทำนายยอดขายอนาคตให้อัตโนมัติ แต่ช่วยให้คุณมีข้อมูลสำหรับใช้คิด วางแผน ตั้งเป้าหมาย และติดตามผลได้เป็นระบบมากขึ้น

อย่าตั้งเป้าแค่ยอดขายเพิ่ม ต้องคิดถึงกำไรและเงินทุนด้วย

การตั้งเป้ายอดขายที่สูงขึ้นอาจดูดี แต่เจ้าของร้านควรพิจารณามากกว่าจำนวนเงินที่ขายได้

หากคุณต้องลดราคาอย่างหนักเพื่อให้ถึงเป้า ยอดขายอาจเพิ่มขึ้นแต่กำไรกลับลดลง

หากคุณสั่งสินค้ามากเกินความต้องการ เงินทุนก็อาจจมอยู่ในสต็อก

และหากคุณตั้งเป้าต่ำเกินไปสำหรับสินค้าที่กำลังขายดี คุณก็อาจเสียโอกาสเพราะเตรียมสินค้าไม่ทัน

ดังนั้น การวางแผนที่ดีควรพิจารณาร่วมกันอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่

วางแผนพร้อมกัน 3 ด้าน
ยอดขาย
คาดว่าจะขายได้กี่ชิ้นหรือกี่บาท
สต็อก
เตรียมของพอใช้ โดยไม่สั่งเกินจำเป็น
กำไร
โปรและยอดที่วางไว้คุ้มค่าหรือไม่

เมื่อมองทั้งสามด้านร่วมกัน คุณจะไม่ได้แค่วางแผนให้ร้านขายได้มากขึ้น แต่กำลังวางแผนให้ร้านขายได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้เงินทุนอย่างเหมาะสมด้วย

เริ่มวางแผนยอดขายจากข้อมูลที่ร้านมีอยู่

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล และไม่จำเป็นต้องมีสูตรคาดการณ์ที่ซับซ้อนตั้งแต่วันแรก

เริ่มจากการดูว่าสินค้าแต่ละตัวขายได้เท่าไหร่ในเดือนก่อน เปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า สังเกตว่ามีอะไรทำให้ยอดขายเปลี่ยนไป แล้วตั้งเป้าหมายสำหรับรอบถัดไป

จากนั้นใช้เป้าหมายนั้นประกอบการวางแผนสต็อกและโปรโมชัน พร้อมกลับมาตรวจสอบผลจริงเมื่อจบรอบ

เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง คุณจะเริ่มเข้าใจรูปแบบการขายของร้านตัวเองมากขึ้น และมีข้อมูลที่ช่วยให้การตัดสินใจในแต่ละครั้งมีเหตุผลรองรับ

อย่าปล่อยให้การสั่งของและตั้งเป้ายอดขายขึ้นอยู่กับความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ให้ข้อมูลย้อนหลังช่วยคุณคิด ก่อนตัดสินใจลงเงินกับสต็อกล็อตต่อไป

ทดลองใช้ Devsell ฟรี 30 วัน
เริ่มต้น ฿219 ต่อเดือน ไม่มีค่าติดตั้ง